ทีมชาติเยอรมนี อดีตแชมป์โลก 4 สมัย ต้องจอดป้ายเพียงรอบ 32 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2026 หลังเสมอกับปารากวัย 1-1 ตลอด 120 นาที ก่อนแพ้ในการดวลจุดโทษ 3-4 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทัพ “อินทรีเหล็ก” พ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษบนเวทีฟุตบอลโลก
เกมนี้ปารากวัยสร้างเซอร์ไพรส์ได้ตั้งแต่ครึ่งแรก เมื่อ ฮูลิโอ เอ็นซิโซ โหม่งพังประตูให้ทีมขึ้นนำ ท่ามกลางฟอร์มของเยอรมนีที่ครองบอลมากถึง 78 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับไม่สามารถยิงเข้ากรอบได้แม้แต่ครั้งเดียวในช่วง 45 นาทีแรก
ครึ่งหลัง เยอรมนีกลับมาด้วยเกมที่ดุดันกว่าเดิม และสามารถตีเสมอได้จาก ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่โหม่งเปลี่ยนทางบอลเข้าไปอย่างเฉียบคม ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากัน 1-1 ก่อนที่ทั้งสองทีมจะสู้กันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ช่วงท้ายของการต่อเวลามีจังหวะที่กลายเป็นประเด็น เมื่อ โยนาธาน ทาห์ โหม่งบอลเข้าประตูได้สำเร็จ แต่ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR ก่อนตัดสินไม่ให้เป็นประตู เนื่องจากมองว่า วัลเดอมาร์ อันตอน ไปทำฟาวล์ผู้รักษาประตู ออร์แลนโด กิลล์ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการตัดสินที่ค่อนข้างน่ากังขา
เมื่อไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้ เกมจึงต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายของเยอรมนีทันที
ผู้รักษาประตู ออร์แลนโด กิลล์ โชว์ฟอร์มสุดยอด เซฟลูกยิงของ ไค ฮาแวร์ตซ์ และ นิค โวลเทมาเดอ ได้ทั้งสองครั้ง ก่อนที่ โยนาธาน ทาห์ จะยิงข้ามคานออกไปเอง ส่งผลให้ โฮเซ่ กานาเล่ รับหน้าที่สังหารจุดโทษลูกสุดท้ายเข้าไป พาปารากวัยคว้าชัย 4-3 ในการดวลเป้า
แม้ว่าปารากวัยจะพลาดโอกาสปิดเกมไปถึงสองครั้งจากการที่ อันโตนิโอ ซานาเบรีย ยิงหลุดกรอบ และ มานูเอล นอยเออร์ เซฟลูกยิงของ ฟาเบียน บัลบูเอนา ได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังรักษาความนิ่งและผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
สำหรับเยอรมนี นี่คือความผิดหวังครั้งใหญ่ เพราะนับตั้งแต่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2014 พวกเขายังไม่สามารถคว้าชัยในเกมรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลกได้อีกเลย และการตกรอบครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำช่วงเวลาที่ยากลำบากของทีมภายใต้การคุมทีมของ Julian Nagelsmann
ด้านปารากวัยเตรียมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง France หรือ Sweden ในรอบต่อไป



