หลังจากตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อน ทีมชาติอังกฤษยังคงหาทางกลับเข้าสู่เกมได้สำเร็จ และคนที่รับบทฮีโร่อีกครั้งก็หนีไม่พ้น แฮร์รี เคน กองหน้ากัปตันทีม ที่ยิงคนเดียว 2 ประตูช่วงท้ายเกม พา “สิงโตคำราม” พลิกเอาชนะ ดีอาร์ คองโก 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ
แม้เกมนี้อังกฤษจะยังมีปัญหาให้เห็นหลายจุด โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็กขวาที่ต้องมีการปรับแก้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทีมของ โธมัส ทูเคิล ไม่ต้องกังวลคือการมีผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ด้วยตัวเอง และคนนั้นก็คือ แฮร์รี เคน
อังกฤษเสียประตูให้คู่แข่งก่อนอีกครั้ง ซึ่งนับเป็น เกมน็อกเอาต์รายการใหญ่ 6 นัดติดต่อกัน ที่พวกเขาเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่ต้นเกม อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ทีมต้องการคนลุกขึ้นมาแบกรับความกดดัน เคนก็ยังคงทำหน้าที่นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม
หลังจากฟอร์มไม่โดดเด่นในศึกยูโร 2024 เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่หลังรบกวน ตอนนี้ดาวยิงวัย 32 ปีกลับมาอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดอีกครั้ง พร้อมพิสูจน์ว่าเขายังคือหัวใจของแนวรุกอังกฤษ
ประตูแรกของเคนเกิดขึ้นในนาทีที่ 75 ก่อนจะมายิงประตูชัยในนาทีที่ 86 จากจังหวะซัดเต็มข้อในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบหลังคาตาข่ายชนิดที่ ลิโอเนล เอ็มปาซี ผู้รักษาประตูดีอาร์ คองโก แทบไม่มีโอกาสป้องกัน
แม้จะเป็นคนทำประตู แต่ชัยชนะครั้งนี้ก็เกิดจากการสนับสนุนของเพื่อนร่วมทีมหลายคนเช่นกัน แอนโธนี กอร์ดอน ลงมาเป็นตัวสำรองและจัดไป 2 แอสซิสต์ ขณะที่ จูด เบลลิงแฮม ช่วยสร้างความต่อเนื่องในเกมรุก และ เดแคลน ไรซ์ ที่ถูกขยับไปเล่นแบ็กขวาก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจ
หลังจบเกม โธมัส ทูเคิล กล่าวชื่นชมลูกทีมคนสำคัญว่า
“นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังจากเขา และเป็นสิ่งที่เขาคาดหวังจากตัวเองเช่นกัน ในเกมที่สูสีและเต็มไปด้วยความกดดัน แฮร์รีคือคนที่ตัดสินเกมได้ เขาเป็นนักเตะระดับท็อปอย่างแท้จริง“
สองประตูในเกมนี้ยังทำให้ แฮร์รี เคน ยิงรวมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็น 13 ประตู แซงหน้าตำนานอย่าง เปเล่ ในทำเนียบดาวยิงตลอดกาลของฟุตบอลโลก พร้อมตอกย้ำสถานะดาวยิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติอังกฤษ
นอกจากนี้ เคนยังขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มลุ้น ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกับบรรดาซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี, เออร์ลิง ฮาลันด์, คีลิยัน เอ็มบัปเป, อุสมาน เดมเบเล และ วินิซิอุส จูเนียร์
จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมในเวทีฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทำให้ชื่อของ แฮร์รี เคน ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงรางวัล บัลลงดอร์ อย่างเต็มตัว หลังพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเขายังคงเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของโลก



