แชมป์เก่า อาร์เจนตินา เกือบสร้างสถิติในด้านที่ไม่มีใครอยากจดจำ หลังถูก เคปเวิร์ด ทีมม้ามืดของทัวร์นาเมนต์พาเข้าสู่เกมสุดอึด ก่อนเฉือนชนะ 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำเข้าประตูตัวเองของ ดีนีย์ บอร์เกส (Diney Borges) ส่งให้ทัพ “ฟ้าขาว” ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2026 ได้แบบหืดจับ
เกมนี้หลายคนคาดว่าอาร์เจนตินาจะผ่านได้ไม่ยาก และก็เริ่มต้นตามคาดเมื่อ ลิโอเนล เมสซี ยิงประตูสุดสวยพาทีมขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นเกม แต่เคปเวิร์ดไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ก่อนจะตีเสมอ 1-1 จากลูกยิงของ เดอรอย ดูอาร์เต (Deroy Duarte) ในช่วงก่อนหมดเวลาปกติไม่นาน
หลังเสียประตู อาร์เจนตินาเล่นผิดพลาดหลายจังหวะ เกมดูอึดอัดกว่าที่แฟนบอลคาดไว้ และต้องลากไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ
ช่วงนาทีที่ 92 ของการต่อเวลา ลิซานโดร มาร์ติเนซ ซัดบอลเสียบมุมอย่างเฉียบขาด พาอาร์เจนตินาขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 เหมือนทุกอย่างจะจบลงแล้ว
แต่เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ซิดนี โลเปส กาบราล (Sidny Lopes Cabral) ปั่นโค้งสุดสวยในนาทีที่ 103 ส่งบอลเสียบมุมอย่างงดงาม จนหลายฝ่ายยกให้เป็น “หนึ่งในประตูที่สวยที่สุดของฟุตบอลโลก 2026” ทำให้เคปเวิร์ดตีเสมอ 2-2 ท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่มทั้งสนามในเมืองไมอามี
ช่วงเวลาที่เหลือเต็มไปด้วยความกดดัน อาร์เจนตินาพยายามบุกหนัก ขณะที่เคปเวิร์ดเริ่มเชื่อว่าพวกเขาอาจสร้างหนึ่งในปาฏิหาริย์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลกได้
อย่างไรก็ตาม นาทีสำคัญก็มาถึงเมื่อ คริสเตียน โรเมโร โหม่งจากลูกเตะมุม บอลไปแฉลบ ดีนีย์ บอร์เกส เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง กลายเป็นประตูชัยให้แชมป์โลกเฉือนชนะ 3-2 พร้อมคว้าตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อาร์เจนตินาผ่านเข้าไปพบกับ อียิปต์ ในรอบน็อกเอาต์ แต่แม้จะเป็นฝ่ายแพ้ เรื่องราวที่แฟนบอลทั่วโลกพูดถึงกลับเป็นผลงานของ เคปเวิร์ด
ชาติเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียงประมาณ 600,000 คน หรือราวหนึ่งในห้าของจำนวนประชากรกรุงบัวโนสไอเรส สามารถสร้างความประทับใจตลอดทัวร์นาเมนต์ ทั้งเกมกับ สเปน, ซาอุดีอาระเบีย, อุรุกวัย และอาร์เจนตินา จนได้รับคำชื่นชมจากแฟนบอลทั่วโลก
แม้เส้นทางฟุตบอลโลก 2026 ของเคปเวิร์ดจะสิ้นสุดลงเพียงรอบนี้ แต่พวกเขากลายเป็นหนึ่งในทีมที่สร้างความทรงจำดีที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ และเกือบสร้าง “เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก” ได้สำเร็จ



