เรื่องที่เหมือนจะจบไปแล้ว กำลังกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด เตรียมกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบเต็มตัว หลังจบช่วงเวลายืมตัวกับ บาร์เซโลนา ในช่วงซัมเมอร์นี้
ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นภาพ แรชฟอร์ด กลับมาสวมเสื้อปีศาจแดงอีกครั้ง หลังเจ้าตัวหายไปจากทีมชุดใหญ่นาน และไม่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024
จากนั้นเขาถูกปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับ แอสตัน วิลลา ก่อนย้ายต่อไปยัง บาร์เซโลนา พร้อมความหวังว่าจะได้เริ่มต้นเส้นทางใหม่แบบถาวร แต่สุดท้ายสถานการณ์กลับพลิก
บาร์เซโลนา ตัดสินใจไม่ใช้ออปชันซื้อขาดมูลค่า 26 ล้านปอนด์ ทำให้ แรชฟอร์ด ต้องกลับมายังต้นสังกัดเดิม และนั่นก็เปิดประตูสู่โอกาสครั้งใหม่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดแบบที่หลายคนอาจไม่คาดคิด
จากคนที่เหมือนหมดอนาคต สู่ตัวเลือกสำคัญในแนวรุก
การกลับมาของ แรชฟอร์ด อาจเกิดขึ้นในจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการตัวเลือกในเกมรุกพอดี ไมเคิล คาร์ริค กำลังมองหาความลงตัวในแนวรุก โดยเฉพาะฝั่งซ้าย ขณะที่ แรชฟอร์ด สามารถเล่นได้ทั้งปีกซ้ายและกองหน้าตัวกลาง
สถานการณ์ของ เบนจามิน เซสโก ก็ยังต้องจับตา เพราะเขายังไม่ได้ลงเล่นในช่วงปรีซีซัน เนื่องจากอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ ส่วน พาทริค ดอร์กู ก็ยังมีคำถามว่า ตำแหน่งไหนกันแน่ที่เหมาะกับเขามากที่สุด นั่นทำให้ชื่อของ แรชฟอร์ด กลับมามีความหมายขึ้นทันที
แม้ก่อนหน้านี้ ยูไนเต็ด จะมีแผนมองหาตัวรุกเพิ่มในตลาดซื้อขาย แต่การได้ผู้เล่นที่เคยยิงไปแล้ว 87 ประตูจาก 287 นัดในพรีเมียร์ลีก กลับมาอยู่ในทีม ก็อาจเปลี่ยนแผนทั้งหมดได้เหมือนกัน
ที่สำคัญ แรชฟอร์ด ยังมีสไตล์การเล่นที่ต่างจาก มาเธอุส คุนญา เขามีความเร็ว เล่นตรง และสามารถพาบอลโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับได้ดี ซึ่งอาจกลายเป็นอาวุธอีกแบบที่ คาร์ริค ต้องการ
คาร์ริคอาจเป็นคนที่ปลุกแรชฟอร์ดกลับมาได้
สิ่งที่ทำให้การกลับมาครั้งนี้น่าจับตากว่าเดิม คือคนที่รอรับเขาอยู่ข้างสนาม ไมเคิล คาร์ริค รู้จัก แรชฟอร์ด มาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ดาวรุ่งรายนี้ก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่
ย้อนกลับไปในปี 2016 คาร์ริคยังเป็นกัปตันทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันที่ แรชฟอร์ด วัยเพียง 18 ปี ลงสนามและยิงสองประตูใส่ เอฟซี มิดทิลแลนด์ จนชื่อของเขากลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วอังกฤษในเวลาเพียงไม่กี่วัน
หลังจากนั้น คาร์ริค ยังเคยทำงานอยู่ในทีมสตาฟฟ์ทั้งยุค โชเซ มูรินโญ และ โอเล กุนนาร์ โซลชา ซึ่งเป็นช่วงที่ แรชฟอร์ด ถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม
ดังนั้น ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้ว่า แรชฟอร์ด ต้องการอะไรเพื่อกลับมามั่นใจอีกครั้ง คาร์ริคก็คงเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใจเขามากที่สุดและดูเหมือนว่า กุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันก็พร้อมเปิดประตูให้แบบเต็มที่
คำถามใหญ่คือ… “แรชฟอร์ดคนเดิม” จะกลับมาหรือไม่?
แน่นอนว่า การได้โอกาสกลับมาไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะง่าย แรชฟอร์ดเคยมีช่วงเวลาที่ร้อนแรงอย่างมากหลังฟุตบอลโลก 2022 แต่หลังจากนั้นฟอร์มของเขาค่อย ๆ ดร็อปลง จนท้ายที่สุดต้องหลุดออกจากแผนการทำทีม
เขาเคยเจอสถานการณ์ยากกับทั้ง เอริก เทน ฮาก และ รูเบน อโมริม ก่อนถูกปล่อยออกไปแบบยืมตัว คำถามตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าเขาจะได้กลับมาไหม เพราะคำตอบคือ “ได้กลับมา”
แต่คำถามจริง ๆ คือ… เขาจะกลับมาเป็น แรชฟอร์ด คนเดิมที่เคยสร้างความหวาดกลัวให้แนวรับคู่แข่งได้หรือเปล่า?
เกมกับลีดส์อาจเร็วไป แต่เกมต่อไปน่าจับตา
แรชฟอร์ดจะกลับมาอยู่กับทีมและร่วมการเตรียมความพร้อมช่วงปรีซีซันที่ดับลินในสัปดาห์นี้อย่างไรก็ตาม เกมอุ่นเครื่องกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่โครก พาร์ค ในวันพุธ อาจยังเร็วเกินไปสำหรับการกลับมาลงสนามของเขา
แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เกมถัดไปอาจกลายเป็นฉากที่น่าสนใจมากเพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวพบกับ เอซี มิลาน ของ รูเบน อโมริม ที่เมืองวรอตซวาฟ ประเทศโปแลนด์ ในวันเสาร์
นั่นหมายความว่า แรชฟอร์ด มีโอกาสกลับมาสวมเสื้อ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง และอาจต้องเผชิญหน้ากับกุนซือที่เคยมีส่วนสำคัญในการส่งเขาออกจากทีมแบบยืมตัว
เรียกได้ว่าเนื้อเรื่องแทบจะเขียนรอเอาไว้แล้วจากนักเตะที่เหมือนกำลังจะเดินออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ดแบบถาวร วันนี้ แรชฟอร์ด กำลังได้โอกาสย้อนกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงแบบไหน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ตั้งแต่วินาทีที่เขากลับมาสวมเสื้อปีศาจแดงอีกครั้ง



